ปราสาทเขาพระวิหาร
วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556
คดีปราสาทเขาพระวิหารในอดีต
ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 ทางการสยามได้ขอให้ทางฝรั่งเศสทำแผนที่พรมแดน ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ขึ้นจำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นเป็นแผนที่ที่ฝรั่งเศสลากเส้นเอาเขาพระวิหาร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของราชอาณาจักรสยาม ไปอยู่ในฝั่งเขตแดนกัมพูชาของทางฝรั่งเศสด้วย โดยมิได้ยึดแนวสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ (แผนที่นี้ต่อมาเรียกว่า "แผนที่ผนวก 1" (Annex I map) )
กระนั้น สยามไม่ได้คัดค้านแผนที่นั้นภายในเวลาอันสมควร คณะกรรมการฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลย แม้จะไม่ได้แสดงการยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ทำการคัดค้านว่าแผนที่ฉบับที่มีปัญหานั้นไม่ถูกต้อง ท่านเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นคือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ตรัสขอบใจราชทูตฝรั่งเศสผู้นำส่งแผนที่นั้น และผู้ว่าราชการจังหวัดก็มิได้ทำการทักท้วง[2] ต่อมา มีการประชุมคณะกรรมการที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2452 โดยใช้แผนที่ผนวก 1 นี้เป็นหลัก ก็ไม่มีผู้คัดค้าน
ดังนั้นในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จึงได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 นอกจากนั้นยังตัดสินด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ให้ประเทศไทยส่งคืนโบราณวัตถุที่นำออกมาจากปราสาทเขาพระวิหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยได้เข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าว[2]
ปี พ.ศ. 2468 มีการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส โดยมีการอ้างอิงถึงเขตแดนดังกล่าว และในการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อปี พ.ศ. 2490 รัฐบาลไทยไม่ได้ประท้วงประเด็นดังกล่าว[2] นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2473 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จไปเขาพระวิหาร โดยมีผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศสรับเสด็จในฐานะทรงเยือนจังหวัดหนึ่งของกัมพูชา[2] แม้ในระหว่าง พ.ศ. 2477-2478 มีการสำรวจพบว่ามีความแตกต่างระหว่างเส้นพรมแดนในแผนที่และแนวสันปันน้ำจริง และได้มีการทำแผนที่อื่น ๆ ซึ่งแสดงว่าปราสาทดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรสยาม แต่สยามยังคงใช้และจัดพิมพ์แผนที่ที่แสดงว่าพระวิหารตั้งอยู่ในกัมพูชาต่อไป[2] เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณาว่า รัฐบาลไทยขณะนั้นได้ยอมรับ (acquiese) ว่า ฝรั่งเศส มีอำนาจอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นเวลายาวนานถึง 50 ปีมาแล้ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยหลักกฎหมายปิดปาก (estoppel)
ปี พ.ศ. 2501 หลังจากกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส จึงเริ่มมีข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดนรอยต่อระหว่างไทยกับกัมพูชา จนกระทั่งเจ้านโรดมสีหนุ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาขณะนั้น นำเรื่องขึ้นเสนอสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2502 โดยใช้แผนที่ผนวก 1 เป็นหลักฐานสำคัญ ซึ่งแม้เส้นเขตแดนบนแผนที่จะไม่ได้ใช้สันปันน้ำเป็นเกณฑ์ แต่แผนที่ฉบับนี้ไม่เคยถูกคัดค้านจากรัฐบาลสยามและไทยมาก่อน
ข่าวเขาพระวิหาร คดีเขาพระวิหาร 2556
ไทย เตรียม 4 ยุทธศาสตร์ ชี้แจงต่อศาลโลกบ่ายวันนี้ (17 เมษายน) สู้คดีเขาพระวิหาร มั่นใจ ศาลไม่มีอำนาจตัดสินเขตแดน ด้านทีมสู้คดีเตรียมปรับเนื้อหาบางส่วนให้มีน้ำหนักมากกว่าที่กัมพูชาพูด
เมื่อวันที่ 16 เมษายน นายไกรรวี ศิริกุล รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการต่อสู้คดีเขาพระวิหารว่า คณะดำเนินด้านกฎหมายต่อสู้คดีของไทย จะใช้ 4 ยุทธศาสตร์ ในการชี้แจงต่อศาลโลกในวันที่ 17 เมษายนนี้ ประกอบด้วย
1. พยายามชี้ให้ศาลโลกเห็นว่า ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณา และกัมพูชาไม่มีอำนาจฟ้อง
2. กัมพูชาไม่สิทธิยื่นศาลเพื่อขอตีความคำตัดสินคดีเดิมในรูปแบบการอุทธรณ์ที่ ซ่อนมาในรูปของคำขอตีความ ซึ่งขัดต่อธรรมนูญของศาลโลกและขัดต่อแนวคำพิพากษาเดิม ในคดีปี 2505
3. ไทยปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกครบถ้วน และไทยและกัมพูชา ไม่มีข้อพิพาทเรื่องการตีความคำพิพากษา
และ 4. คำตัดสินเมื่อปี 2505 ศาลได้กล่าวถึงอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหาร โดยไม่ได้ระบุถึงเส้นเขตแดน ดังนั้น พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่กัมพูชาเรียกร้องในปัจจุบัน ไม่ใช่บริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร
ทั้งนี้ มั่นใจว่า 4 ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะสามารถหักล้างข้อโต้แย้งของฝ่ายกัมพูชาได้ เพราะไทยจะพยายามชี้ว่า ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาและไม่อาจรับคำร้องของกัมพูชาได้ และถ้าศาลเห็นว่าศาลมีอำนาจรับคำขอได้ ก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องตีความ เพราะศาลปฏิเสธการตีความเรื่องเขตแดนมาตั้งแต่คำพิพากษาเดิม หากศาลโลกมีอำนาจในการกำหนดเส้นเขตแดนก็คงตัดสินไปตั้งแต่ปี 2505 แล้ว ไม่ปล่อยให้ผ่านมาเนิ่นนานเช่นนี้
เมื่อวันที่ 16 เมษายน นายไกรรวี ศิริกุล รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการต่อสู้คดีเขาพระวิหารว่า คณะดำเนินด้านกฎหมายต่อสู้คดีของไทย จะใช้ 4 ยุทธศาสตร์ ในการชี้แจงต่อศาลโลกในวันที่ 17 เมษายนนี้ ประกอบด้วย
1. พยายามชี้ให้ศาลโลกเห็นว่า ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณา และกัมพูชาไม่มีอำนาจฟ้อง
2. กัมพูชาไม่สิทธิยื่นศาลเพื่อขอตีความคำตัดสินคดีเดิมในรูปแบบการอุทธรณ์ที่ ซ่อนมาในรูปของคำขอตีความ ซึ่งขัดต่อธรรมนูญของศาลโลกและขัดต่อแนวคำพิพากษาเดิม ในคดีปี 2505
3. ไทยปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกครบถ้วน และไทยและกัมพูชา ไม่มีข้อพิพาทเรื่องการตีความคำพิพากษา
และ 4. คำตัดสินเมื่อปี 2505 ศาลได้กล่าวถึงอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหาร โดยไม่ได้ระบุถึงเส้นเขตแดน ดังนั้น พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่กัมพูชาเรียกร้องในปัจจุบัน ไม่ใช่บริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร
ทั้งนี้ มั่นใจว่า 4 ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะสามารถหักล้างข้อโต้แย้งของฝ่ายกัมพูชาได้ เพราะไทยจะพยายามชี้ว่า ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาและไม่อาจรับคำร้องของกัมพูชาได้ และถ้าศาลเห็นว่าศาลมีอำนาจรับคำขอได้ ก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องตีความ เพราะศาลปฏิเสธการตีความเรื่องเขตแดนมาตั้งแต่คำพิพากษาเดิม หากศาลโลกมีอำนาจในการกำหนดเส้นเขตแดนก็คงตัดสินไปตั้งแต่ปี 2505 แล้ว ไม่ปล่อยให้ผ่านมาเนิ่นนานเช่นนี้
โดยไทยได้เปิดรายชื่อคณะที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของไทย 3 คน ที่จะขึ้นให้ถ้อยแถลง เพื่อต่อสู้คดีเขาพระวิหาร ดังนี้
ศ.เจมส์ ครอว์ฟอร์ด อาจารย์สอนกฎหมายระหว่างประเทศ ผอ.ศูนย์วิจัยกฎหมาย
ศ.โดนัลด์ เอ็ม แม็คเรย์ สมาชิกศาลประจำอนุญาโตตุลาการ และทนายความของรัฐบาลนิวซีแลนด์
ศ.อลังเปลเล่ต์ เป็นอาจารย์สอนกฎหมายระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยปารีส
สำหรับการให้ถ้อยแถลงต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในคดีปราสาทพระวิหาร ของฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา ได้เริ่มต้นขึ้นเวลาประมาณ 15.00 น. หลังที่พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เริ่มออกนั่งบัลลังก์ เพื่อรับฟังการให้ถ้อยคำแล้ว ทั้งนี้ นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้ขึ้นให้ถ้อยคำ ในส่วนของประเทศกัมพูชา
โดยนายฮอร์ นัมฮง ได้กล่าวถึง สาเหตุและปัจจัยที่นำคำพิพากษาเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 50 ปีที่แล้วมาร้องขอการพิจารณาใหม่ว่า การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การกระทำที่ซ้ำซาก แต่มีความจำเป็นที่ต้องกลับมาที่ศาลแห่งนี้ เพื่อตีความคำพิพากษาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต พร้อมกล่าวโทษไทย กรณีในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่ ได้รุกรานกัมพูชาจนก่อให้เกิดการปะทะกันในพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร และจากการรุกรานดังกล่าวส่งผลเสียหายอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินและชีวิต ของคนในทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ กัมพูชา ขอยืนยันว่า เรื่องเขตแดนได้มีข้อยุติไปแล้วในเอกสารท้ายคำสั่งของศาลในปี 1962 ไปแล้ว
ต่อมา ทนายความของฝ่ายกัมพูชา ได้กล่าวชี้แจงต่อว่า ตั้งแต่แรกทั้ง 2 ประเทศ ได้ยอมรับคำตัดสินของศาลในแผนที่ภาคผนวก 1 แต่ไทยกลับพยายามสร้างความสับสน โดยอ้างแผนที่อีกฉบับขึ้นมา ซึ่งก่อให้เกิดมีการรุกรานพื้นที่ แม้ว่า ทางกัมพูชา ได้ใช้วิธีการเจรจาทางการทูต แต่ไทยกลับพยายามตีความฝ่ายเดียว ซึ่งมีการใช้คำพูดเสียดสีก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศกัมพูชา และกัมพูชา ขอยืนยันว่า การขอให้ศาลตีความครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อการปักปันเขตแดน แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนและลดความขัดแย้ง ให้ดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากไทยกระทำการขัดต่อคำสั่งของศาลโลก ก็เปรียบเสมือนการไม่ยอมรับอำนาจของศาลมาโดยตลอด
ลำดับเหตุการณ์ ยาวนานกว่า 50 ปี ปมพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร
หลังศาลโลกพิพากษาตัดสินไม่เป็นบวกต่อไทย ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนได้จับตาการทำงานและทีท่าของกองทัพ และรัฐบาลไทยว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ปราสาทพระวิหาร เป็นปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นในหลายรัชสมัยของกษัตริย์แห่งอาณาจักรขอมจึงจะแล้วเสร็จ โดยเริ่มการก่อสร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งปกครองอาณาจักรในช่วงปี พ.ศ. 1345-1388
จากนั้นมีการต่อเติมสร้างส่วนต่างๆ ของปราสาทเรื่อยมาจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.1581 ส่วนในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้มีการสร้างต่อเติมปรับปรุงระเบียงคด
ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งปกครองราชอาณาจักรในปี พ.ศ.1656-1693 หลังจากรัชสมัยของพระองค์ปราสาทพระวิหารก็ไม่ได้มีการสร้างอะไรเพิ่มเติม
ปราสาทพระวิหารคงความเป็นศาสนสถานแห่งศรัทธาของผู้คนในภูมิภาคนี้ จนกระทั่งในยุคล่าอาณานิคมที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองประเทศกัมพูชา (และลาว เวียดนาม) ในอินโดจีน อันนำมาสู่ความขัดแข้งระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ พร้อมๆ กับระเบิดเวลาเรื่องข้อพิพาทในเรื่องปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ปรากฏเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
-พ.ศ. 2483 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พบว่าพรมแดนเขตนี้ใช้ลำห้วยเป็นเส้นเขตแดนแทนที่จะเป็นสันปันน้ำ จึงได้มีความพยายามขอแก้ไขการปักปันเขตแดนในส่วนนี้กับฝรั่งเศส
-พ.ศ. 2484 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นในฐานะของมหามิตร เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสอินโดจีน กรณีรัฐบาลไทยโดยการนำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม กรีธาทัพเข้ายึดดินแดนที่เคยเสียไปสมัยรัชกาลที่ 5 กลับคืนมา ทำให้ไทยได้ดินแดนที่เคยเสียไป (รวมทั้งปราสาทเขาพระวิหาร) กลับคืนตามสนธิสัญญาโตกิโอ แต่ภายหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยเพื่อหลีกสถานะผู้แพ้สงครามจึงต้องคืนดินแดนดังกล่าวกลับให้ฝรั่งเศส
-พ.ศ. 2492 กัมพูชากับฝรั่งเศสร่วมกันคัดค้านอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารของประเทศไทย นับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร
-พ.ศ. 2501 เริ่มมีความเคลื่อนไหวของกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร ตลอดจนการโต้ตอบทางหนังสือพิมพ์ของไทยและกัมพูชา เดือนสิงหาคมปีเดียวกัน รัฐบาลไทยประกาศสภาวะฉุกเฉินทางชายแดนไทยด้านกัมพูชารวม 6 จังหวัด คือ จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ในปลายปีเดือนธันวาคม กัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย
-6 ต.ค. 2502 รัฐบาลกัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลโลกให้วินิจฉัย กรณีอำนาจอธิปไตยเหนือ
-15 มิ.ย. 2505 ศาลโลกพิพากษาให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา
-พ.ศ. 2513-2518 กัมพูชาภายใต้การนำของรัฐบาลลอนนอล ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยขึ้นใหม่และเปิดปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับบุคคลทั่วไป -พ.ศ. 2518-2534 ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลลอนนอลและเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่างๆ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นชมปราสาทเขาพระวิหาร
-พ.ศ. 2535 กัมพูชาเปิดปราสาทเขาพระวิหารเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังการยุติลงของสงครามกลางเมือง
-พ.ศ. 2550 กัมพูชายื่นเรื่องขอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในที่ประชุมองค์การยูเนสโก ณ เมืองไครส์เชิร์ต ประเทศนิวซีแลนด์ และไทยยื่นเรื่องคัดค้านโดยอ้างถึงเรื่องความเชื่อมโยงของปราสาทเขาพระวิหารกับปราสาทหินอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย ทำให้องค์การยูเนสโกจึงยุติเรื่องไว้ก่อนเพื่อพิจารณาหาข้อสรุปใหม่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2551
-พ.ศ. 2550 กัมพูชายื่นเรื่องขอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในที่ประชุมองค์การยูเนสโก ณ เมืองไครส์เชิร์ต ประเทศนิวซีแลนด์ และไทยยื่นเรื่องคัดค้านโดยอ้างถึงเรื่องความเชื่อมโยงของปราสาทเขาพระวิหารกับปราสาทหินอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย ทำให้องค์การยูเนสโกจึงยุติเรื่องไว้ก่อนเพื่อพิจารณาหาข้อสรุปใหม่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2551
-22 พ.ค. 2551 ในการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคือ“นายนพดล ปัทมะ” กับรองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา มีการทำข้อตกลงร่วมกัน 6 ข้อ โดยไม่ได้ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อันเป็นที่มาของการเซ็นสัญญายินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลไทยและการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก -พ.ศ. 2551 การประชุมใหญ่องค์การยูเนสโก เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 พิจารณาคำร้องปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง และล่าสุด 8 กรกฎาคม2551 องค์การยูเนสโกมีมติอนุมัติให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา
-17 เม.ย. 2556 ทีมกฎหมายฝ่ายไทย นำโดย นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวถ้อยแถลงด้วยวาจาตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ได้แถลงต่อศาลโลกไปเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2556 ประเด็นสำคัญคือการแสดงให้เห็นว่าไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี พ.ศ. 2505 อย่างครบถ้วน และข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชา
-11 พ.ย. 2556 ศาลโลกตัดสินไม่เป็นบวกต่อประเทศไทยอีกครั้ง โดยยืนความตามคำพิพากษาในปี 2505 ตามที่กัมพูชาร้องขอ พร้อมระบุให้เขตอธิปไตยของกัมพูชาครอบคลุมถึงชะง่อนผา แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงภูมะเขือ ให้ไทยต้องถอนกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร แล้วให้ 2ชาติต้องไปตกลงแผนปกป้องมรดกโลกภายใต้การดูแลของยูเนสโก
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



.jpg)